ธุรกิจที่ทำในปี 2017 โดย บริษัท เดชอุดม แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด

ธุรกิจที่ทำในปี 2017 โดย บริษัท เดชอุดม แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด

 

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ได้จัดการประชุมเพื่อชี้แจงและสร้างการรับรู้ในการดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุของความยุ่งยากในการประกอบธุรกิจบางประการเป็นผลโดยตรงมาจากการบริหารงานราชการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงการปรับปรุงบริการของหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน และผุ้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตอบแบบสอบถามการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของธนาคารโลกนั้น สรุปสาระสำคัญที่ได้จากการประชุม มีดังนี้ ตัวชี้วัดที่ 9 ด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง

คะแนนที่ประเทศไทยได้รับจากการประเมินโดยธนาคารโลกในแง่ของการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยอยู่ที่อันดับ 9 จากเดิมที่อยู่ที่อันดับ 27 ในปี 2559 ด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาอยู่ที่อันดับ 6 ขึ้นมาจากอันดับ 51 และด้านการแก้ไขปัญหาล้มละลายอยู่ที่อันดับ 26 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบการทำงานของราชการเพื่อรองรับ Thailand 4.0 ในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็แล้วแต่คะแนนประเมินในส่วนของระบบการจัดเก็บภาษีนั้นทางประเทศไทยยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเนื่องจากคะแนนที่ได้รับอยู่ในอันดับที่ 109 ซึ่งตกลงมาถึง 39 อันดับ ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่าขั้นตอนระบบการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของประเทศนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 160 ชั่วโมง ในขณะที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่ได้อันดับสูงสุดในการประเมินหัวข้อดังกล่าวมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 13 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการพัฒนาระบบราชการของประเทศไทยได้รวมถึงการตั้งคณะทำงานพิจารณาแก้ไขกฎหมายและคณะทำงานวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายที่ต้องแก้ไขพัฒนา และตอบแบบสอบถาม การติดต่อประสานงานกับธนาคารโลก รวมถึงภาคเอกชนและที่ปรึกษากฎหมายที่ตอบแบบสอบถามและเสนอรายชื่อผู้ตอบแบบสอบถามใหม่ การเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง (2 ฉบับ) กฎหมายล้มละลายและฟื้นฟูกิจการสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กฎกระทรวงขายทอดตลาด และ กฎกระทรวงผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน อีกทั้งได้มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับกระบวนการทำงานในการให้บริการประชาชนทุกขั้นตอน (E-Services) เป็นต้น

1. ด้านกฎหมาย และกฎ ระเบียบ
ถือเป็นการปฏิรูปการบังคับคดีแพ่ง โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่..) พ.ศ. … (ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) โดยมีการเสนอปรับปรุงลดขั้นตอนการดำเนินการในการออกคำบังคับและหมายบังคับคดี รวมทั้งการขายทอดตลาด เสนอให้มีมาตรการลดโอกาสในการใช้ช่องทางของกฎหมายเพื่อประวิงการบังคับคดี และปรับปรุงกระบวนการยึดทรัพย์ให้เป็นปัจจุบันสอดรับกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สามารถดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้เสนอเข้าที่ประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติวาระ 2 และ 3 วันที่ 23 มีนาคม 2560

2. ด้านการบริหารจัดการคดี (Case Management) และการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
2.1 กรมบังคับคดีได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) กับศาลแพ่งธนบุรีในหัวข้อเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 โดยเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลหมายบังคับคดีโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกรมบังคับคดีเริ่มรับข้อมูลหมายบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2560 และสามารถนำข้อมูลไปดำเนินการได้แบบ real time ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนในการดำเนินการบังคับคดี และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น อันถือเป็นจุดสำคัญในการขยายกรอบความร่วมมือกับศาลต่างๆเพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ต่อไป
2.2 การจัดทำให้มีระบบยื่นแบบและการชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ (E-Filing and E-Payment) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 กรมบังคับคดีได้หารือกับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยถึงแนวทางขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นโจทก์ในการบังคับคดีแพ่งในการรับเงินได้ทางบัญชีผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์สอดคล้องกับนโยบาย E-Payment และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และการยื่นคำขอยึดทรัพย์ และ อายัดทรัพย์ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์
2.3 มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินในคดีแพ่ง
2.4 มีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) สำหรับคดีค้าง 10 ปีเป็นครั้งแรก เพื่อลดจำนวน back log ของคดี
2.5 การจัดทำให้มีการพัฒนา application บนโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้สำหรับการตรวจสถานะคดีแพ่งและยอดเงินอายัด กำหนดเปิดให้ใช้งานวันที่ 1 พฤษภาคม 2560
2.6 การปรับปรุงอายัดทรัพย์สินโดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ธุรการปฏิบัติการแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี เริ่มดำเนินการวันที่ 3 เมษายน 2560 เป็นต้นไป
2.7 เริ่มใช้ระบบบัตรคิวอัตโนมัติในสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 โดยกรมบังคับคดีได้รับงบประมาณในปีนี้ในการติดตั้งระบบบัตรคิวอัตโนมัติในสำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ

3. ด้านการประสานงานและมีส่วนร่วม
จัดให้มีการประชุมชี้แจงความเข้าใจในแบบสอบถาม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อชี้แจงรายละเอียดของแบบสอบถามและแลกเปลี่ยนความเห็นต่างๆระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนผู้ตอบแบบสอบถาม ตัวชี้วัดที่ 10 การแก้ไขปัญหาการล้มละลาย
ประเทศไทยได้รับคะแนนการประเมินจากธนาคารโลกที่ดีขึ้นในส่วนของการแก้ไขปัญหาการล้มละลายโดยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 23 จากเดิมอันดับที่ 49 ในปี 2559 โดยอัตราการได้คืนมาซึ่งทรัพย์สิน (Recovery Rate) อยู่ที่ 67.7 เซ็นต์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าเฉลี่ยของกระบวนการบังคับคดีจนแล้วเสร็จอยู่ที่ 1.5 ปี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอยู่ที่ 18% ของมูลค่าทรัพย์สินที่บังคับ อีกทั้งได้รับ 13 คะแนนจากคะแนนเต็ม 16 ในแง่ของการประเมินควมแข็งแกร่งของขอบข่ายงานบังคับคดีของประเทศไทย (Insolvency Framework Index 0-16)

1. ด้านกฎหมาย และกฎ ระเบียบ
จัดทำให้มีร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่..) พ.ศ. … โดยเสนอให้มีการแก้ไขหลักการของกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับหลักการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายล้มละลายให้เชื่อมโยงรองรับกับพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 การปรับปรุงให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้รองรับการล้มละลายข้ามชาติ (International Insolvency) และยกระดับการบังคับคดีล้มละลายให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพและจริยธรรมขั้นสูง ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้ลงความเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2560

2. ด้านการแก้ไขข้อขัดข้องในคดีล้มละลาย
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ และ 10 มีนาคม 2560 กรมบังคับคดีได้หารือกับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยถึงแนวทางขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ที่เป็นโจทก์ในการบังคับคดีล้มละลาย การยื่นคำขอยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ และการรับเงินได้ทางบัญชีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับนโยบาย E-Payment และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

3. ด้านการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3.1 จัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงาน 16 แห่งที่เป็นนายทะเบียนภาครัฐเพื่อการติดตามและรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3.2 จัดให้มีการพัฒนา Application บนระบบโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ตรวจสถานะความเป็นบุคคลล้มละลาย และทางตู้บริการอเนกประสงค์ของรัฐ (Government Smart Kiosk) ของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
3.3 มีแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินในคดี
3.4 กำหนดตัวชี้วัด (KPI) สำหรับคดีค้าง 10 ปีเป็นครั้งแรก เพื่อลดจำนวน Back log ของคดี
3.5 จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบ Asset Tracking ในปีงบประมาณ 2561
3.6 การพัฒนาบุคลากร เช่น การให้ความรู้เรื่อง Forensic Accounting ร่วมกับธนาคารโลก และการสืบสวนสอบสวนลูกหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีล้มละลาย
3.7 จัดให้มีโครงการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์การดำเนินกระบวนการล้มละลายข้ามชาติ
3.8 การปรับโครงสร้างองค์กรให้มีกองสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอาญา โดยได้ส่งเรื่องขอปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานไปยังสำนักงานก.พ.ร. เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560
3.9 ด้านแนวคิดการพัฒนาเข้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยจัดให้มีการปรับบทบาท และรูปแบบการให้บริการ (Business Model) ของกรมบังคับคดีจากผุ้ปฏิบัติงาน (Operator) เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อวาระการปฏิรูปประเทศของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560

4. ด้านการประสานงานและมีส่วนร่วม
จัดให้มีการประชุมชี้แจงความเข้าใจในแบบสอบถาม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ เพื่อชี้แจงรายละเอียดของแบบสอบถามและแลกเปลี่ยนความเห็นต่างๆระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนผู้ตอบแบบสอบถาม

5. ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
จัดให้มีการประชุมร่วมกับธนาคารโลก ในการจัดทำรายงานว่าด้วยการล้มละลายและการปรัรบปรุงโครงสร้างหนี้ (Report on Insolvency & Debt Restructuring) เพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายและกระบวนการทำงานระยะสั้นและระยะกลางต่อไป
ทั้งนี้การปฏิรูปแก้ไขการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการดังกล่าวเน้นย้ำในส่วนของการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนโยบายในการบังคับใช้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาอำนวยความสะดวกในขั้นตอนเอกสารเพื่อลดระยะเวลาของการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอันจะนำมาซึ่งความมั่นในของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยต่อไป
รายงานผลการดำเนินการตามแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทยของธนาคารโลก (Doing Business)
ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 46 จาก 190 ประเทศและมีคะแนนสูงขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของเอเชีย และอันดับที่ 3 ของอาเซียน โดยมีการปฏิรูปใน 3 ด้าน

 การเริ่มต้นธุรกิจ – ขยับขึ้น 18 อันดับ จากการปรับปรุงให้มีบริการแบบจุดเดียว (One-stop Service)
 การได้รับสินเชื่อ – ขยับขึ้น 15 อันดับ จากการให้เข้าถึงข้อมูลสินเชื่อ
 การแก้ไขปัญหาล้มละลาย – ขยับขึ้น 26 อันดับ จากการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย

หน่วยงานภาครัฐร่วมผลักดันในการพัฒนาการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย
หน่วยงานภาครัฐได้พยายามปรับปรุงการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายการจัดอันดับ Doing Business 2018 ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีแผนการดำเนินการเชิงรุกเพื่อส่งผลให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการประกอบธุรกิจและเป็นประเทศเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ โดยเน้นย้ำการพัฒนาการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจให้ดีขึ้น รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอันเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะต้องดีกว่าเดิม

การเริ่มต้นธุรกิจ (Starting a Business)
 การแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อยกเลิกข้อกำหนดให้บริษัทต้องส่งข้อบังคับการทำงานให้แก่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
 การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อยกเลิกการประทับตราสำคัญของบริษัทในการจดทะเบียน
 การพัฒนาระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (E-Registration) โดยสามารถจองชื่อ จดทะเบียนนิติบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานอื่นได้ ทั้งนี้มีกำหนดการเปิดให้บริการภายในเดือนพฤษภาคม 2560
 การนำระบบพิสูจน์ตัวตนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Self-identification) และใช้ระบบที่ใช้งานง่ายในการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
 การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมการเข้าถึงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานรัฐกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 การเชื่อมโยงและบูรณาการระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 2 ระบบ คือ E-Registration และ BizPortal เพื่อบูรณาการขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ โดยใช้เลขนิติบุคคล 13 หลัก
 การสร้างความมั่นใจในกลไกการดำเนินงานที่ดีเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีการพัฒนาระบบสารสนเทศและคลังข้อมูลนิติบุคคลอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน และกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

การขออนุญาตก่อสร้าง (Dealing with Construction Permits)
 ลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตในการใช้อาคาร โดยเฉพาะอาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่ำโดยลดระยะเวลาจาก 30 วันเหลือ 15 วัน
 แก้ไขระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขออนุญาตและการควบคุมการก่อสร้างอาคาร โดยใช้วิธีการตรวจสอบตามความเสี่ยงในการก่อสร้างอาคารซึ่งจะลดจำนวนการตรวจสอบลงจากเดิมเฉลี่ย 7 ครั้ง เหลือ 4 ครั้ง

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 การดำเนินการร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานครและกรมโยธาธิการและผังเมือง:
– นำระบบสารสนเทศควบคุมอาคารมาใช้ เพื่อลดระยะเวลาในการออกใบอนุญาตใช้อาคารโดยเฉพาะอาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงาน
– วางแผนทบทวนการแบ่งประเภทความเสี่ยงของอาคารโดยใช้ลักษณะอาคาร และเจตนารมณ์การใช้งาน
– นำแนวคิดการสำรวจการใช้ระบบตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุญาตก่อสร้าง

การขอใช้ไฟฟ้า (Getting Electricity)
 ปรับปรุงขั้นตอน โดยทำการตรวจสอบภายในคู่ขนานไปกับสายภายนอก และการคิดค่าใช้จ่ายในการขอใช้ไฟฟ้าในอัตราเดียว (Flat Rate) ซึ่งเกิดจากการไม่ต้องลงสำรวจพื้นที่เพื่อเชื่อมต่อไฟฟ้า โดยลดเวลาลงจาก 37 วัน เหลือ 17 วัน และจาก 5 ขั้นตอนเหลือ 3 ขั้นตอน
 ปรับปรุงขั้นตอนให้ผู้ขอใช้ไฟฟ้าสามารถจ่ายเงินประกันได้ภายในวันที่ยื่นขอใช้ไฟฟ้า
 ลดภาระการวางเงินประกันสำหรับลูกค้าชั้นดีแต่เข้าเกณฑางหลักประกันเพิ่มจากการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม โดยลดวงเงินและจ่ายเงินหลักประกันส่วนเกินคืนภายใน 1-5 วัน โดยวงเงินหลักประกันคงเหลือต้องไม่น้อยกว่าขั้นต่ำที่กำหนดตามขนาดของเครื่องวัด
 สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารในการวางหลักประกัน สำหรับเครื่องวัดทุกขนาด
 BizPortal สามารถรับคำขออนุญาตติดตั้งไฟฟ้าผ่านระบบอนไลน์ได้
 กำหนดมาตรฐานกรอบระยะเวลาดำเนินการ พร้อมจ่ายเงินชดเชยในกรณีที่ดำเนินการไม่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
 ขึ้นทะเบียนผู้รับจ้างติดตั้งสายภายในแล้ว 209 บริษัท หากผู้ขอใช้ไฟฟ้าติดตั้งสายภายในโดยบริษัทเหล่านี้ไม่ต้องให้การไฟฟ้านครหลวงตรวจสายภายในอีก

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 ลดระยะเวลาช่วงที่ไฟฟ้าดับโดยเฉพาะดัชนีที่วัดระยะเวลาที่ไฟฟ้าดับต่อปี (SAIFI)
 การดำเนินการเปลี่ยนผ่านการเดินสายไฟฟ้าจากแนวเหนือศีรษะไปสู่การเดินสายใต้ดินภายในปี 2567
 เพิ่มปริมาณผู้รับจ้างติดตั้งสายภายในให้มีจำนวนมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ
การจดทะเบียนทรัพย์สิน (Property Registration)
 พัฒนาแอพพลิเคชั่น LandsMaps ในระบบอิเล็กส์ทรอนิกส์เพื่อค้นหาตำแหน่งแปลงที่ดินด้วยระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลรูปแปลงที่ดิน ตำแหน่งพื้นที่ สภาพพื้นที่ รวมถึง ราคาประเมิน ค่าธรรมเนียม ภาษีอากร ค่าใช้จ่ายในการรังวัด คิวรังวัดตลอดจนข้อมูลการเดินทางไปยังสำนักงานที่ดิน
 กรมที่ดินอยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พัฒนาโปรแกรมการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อลดการใช้เอกสาร
 จัดเก็บหนังสือแสดงสิทธิ์แบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ หนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดครอบคลุมทั่วประเทศ
 พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบภาระผูกพันทางการเงินในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินได้ หากทราบหมายเลขโฉนดที่ดิน
 พัฒนาระบบออนไลน์พื่อให้บริการต่างสำนักงานที่ดินใน 3 บริการ คือ การตรวจสอบหลักทรัพย์ การประเมินราคาทุนทรัพย์ และการขอสำเนาภาพลักษณ์เอกสารสิทธิ
 แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อรับรองการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 อยู่ระหว่างร่วมมือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อศึกษาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลการจัดโซนนิ่งและแผนผังการใช้ที่ดินกับกรมที่ดิน
การได้รับสินเชื่อ (Credit Acquiring)
 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ ให้มีนิยามครอบคลุมมากขึ้น เช่น สิทธิในเงินฝาก สินค้าคงคลัง และ เครื่องจักร เป็นต้น
 พิจารณาความชัดเจนของการกำหนดลำดับความสำคัญของภาคส่วนต่างๆ ที่อยู่ในขอบข่ายพ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ
 พิจารณาความชัดเจนของการบังคับใช้การอ้างสิทธิในหลักประกันตาม พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ โดยตัดทบัญญัติที่กำหนดให้สัญญาหลักประกันต้องนำไปจดทะเบียน ตามมาตรา 12 และเพิ่มอำนาจให้คู่สัญญาตกลงวิธีการจำหน่ายหลักประกันตามมาตรา 40

การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย (Minority Investors Protection)
แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 มุ่งเน้นการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยให้สามารถเข้าถึงข้อมูล มีความสามารถเรียกร้องให้ผู้บริหารชดใช้ความเสียหาย และเพิ่มความสะดวกในการฟ้องร้องคดีของผู้ถือหุ้น
– เสนอแก้ไขพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัดฯ เพื่ออนุญาตให้ผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 10% มีสิทธิเข้าถึงเอกสารภายในของบริษัทมหาชนที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมก่อนยื่นคดีฟ้องต่อศาล และเพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้เหลือเพียง 10% ที่จะขอเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้
– เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ เพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจำกัดภายใน 1 เดือน นับแต่วันประชุมใหญ่หรือกรรมการมีมติ และเพื่อกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถหาข้อยุติระหว่างกรรมการหรือผู้บริหารไว้ในข้อบังคับของบริษัท
การชำระภาษี (Tax Payment)
 ปรับปรุงการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลผู้เสียภาษี ให้รับผิดชอบการตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อนการหมุนเวียน โยกย้าย เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจสอบ
 ปรับปรุงรายการทางบัญชีและภาษี โดยคณะรัฐมนตรเห็นชอบการใช้เงินสกุลอื่น ในการคำนวณภาษีปิโตรเลียม และหลักเกณฑ์การคำนวณรายได้และรายจ่ายของนิติบุคคลที่ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี
 พัฒนาเครื่องมือช่วยปรับปรุงรายจ่ายทางบัญชีเป็นรายจ่ายทางภาษี (Tax Reconciliation)
 การจัดฝึกอบรมด้านภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งคู่มือภาษีอากรสำหรับ 9 กลุ่มอุตสาหกรรม
 มาตรการบัญชีชุดเดียวและ ยกเว้นหรือลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME
 สำนักงานประกันสังคม พัฒนาระบบให้ผู้ประกอบการสามารถชำระเงินเพิ่มเติม ส่งเงินสมทบให้หลายสถานประกอบการผ่านบัญชีผู้ใช้เดียวในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Receipt)
 กรรมสรรพากร นำระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk-Based Management) เพื่อคัดเลือกผู้เสียภาษีที่เข้าเกณฑ์ให้หน่วยตรวจสอบภาษีดำเนินการต่อ และแยกผู้ที่ไม่ติดเกณฑ์นำไปประมวลผลเพื่อคืนภาษีแบบอัตโนมัติ

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการพัฒนาให้สถานประกอบการชำระเงินสมทบผ่านบัตรเครดิตได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2561
 การจัดทำรายงานร่วม ระหว่างชำระเงินกองทุนเงินทดแทน และกองทุนเงินประกันสังคม
 กรมสรรพากร อยู่ระหว่างพัฒนาการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT E-filing) ใหม่

การค้าระหว่างประเทศ (International Trading)
 การท่าเรือแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงรรายงานเรือเข้าละบัญชีสินค้าสำหรับเรือผ่าน NSW และโครงการเชื่อมโยงใบกำกับการขนย้ายสินค้าและแบบขอนำตู้สินค้าขาออกผ่านท่าเข้าเขตศุลกากรการท่าเรือฯ ผ่านระบบ NSW ทำให้อำนวยความสะดวก 3 ด้าน คือ เอกสาร ค่าใช้จ่าย และเวลา
 สร้างมาตรฐานการดำเนินงานด้านศุลกากรและขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐาน WTO WCO และมาตรฐานสากลอื่นๆ
– โครงการผู้ประกอบการระดับมาตรา AEO ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆรวม 332 ราย
– โครงการจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกันกับประเทศคู่ค้าระดับภูมิภาค MRA เพื่อแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการมาตรฐาน AEO รวม 4 ประเทศ (ฮ่องกงและเกาหลีใต้ลงนาม MRA แล้ว มาเลเซียและสิงคโปร์ลงนาม Action Plan แล้ว)
– การให้บริการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากร และถิ่นกำเนิดล่วงหน้าของสินค้านำเข้า
– ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนกระบวนงานทางศุลกากร เช่น แอพพลิเคชั่น Anti IUU Fishing สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานและแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย
 พัฒนาระบบพิธีการทางศุลกากรแบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการถ่ายลำการขนส่งต่อเนื่อง (e-Transition) ภายในเดือนเมษายน 2560
 เพิ่มศักยภาพในการจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานที่ทำการตรวจควบคุมสินค้าร่วมกัน โดยพัฒนาระบบเพื่อใช้ในการตรวจร่วมระหว่างกรมศุลกากร อย. กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์
 การเชื่อมโยงข้อมูลใบกำกับการขนย้ายสินค้ารหว่างการท่าเรือและกรมศุลกากร และขยายไปยังท่าเรือเอกขน
 เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW แบบครบถ้วนทุกสินค้า
 การขอรับใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกวัตถุอันตรายแบบ Single Form ร่วม 8 หน่วยงาน

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 ขยายขอบเขตการดำเนินการศูนย์บริการเพื่อการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Export Service Centre: OSEC) ให้ครอบคลุมถึงการนำเข้าเช่นเดียวกันกับการส่งออก
 การรับชำระเงินค่าภาษีอากร และรายได้อื่นๆผ่านระบบ e-Payment
 โครงการปรับเปลี่ยนกระบวนการตรวจปล่อยสินค้าขาเข้า ทางบก ทางทะเล ทางอากาศ
 พัฒนาคลังข้อมูลทางการค้าของไทย (Thailand National Trade Repository) โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเปิดเผยข้อมูล 9 ด้าน เช่น พิกัดศุลกากร อัตราภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดของสินค้า เป็นต้น เพื่อสร้างความโปร่งใส

การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง (Enforcing Contracts)
 พัฒนาระบบ e-Filing แล้วเสร็จ อยู่ในระหว่างนำร่องทดลองใช้งาน ณ ศาลแพ่ง และศาลแพ่งธนบุรี
 ลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกรมบังคับคดีและศาลแพ่งธนบุรี เรื่องการส่งคำคู่ความทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560
 สร้างการรับรู้ถึงการใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเปิดใช้งานแล้วไปยังกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าถึงคำสั่งของศาล และการตรวจสอบสถานะของคดีของศาลและทนายความให้มากขึ้น
 ขยายการใช้ระบบ e-Filing มาใช้ในศาลต่างๆในเขตกรุงเทพมหานครให้ครบถ้วน
 กฎหมายร่างข้อบังคับประธานศาลฎีกา ที่ให้ศาลสามารถออกระเบียบภายในเพื่อกำหนดรายละเอียดในการนำ e-Filing ไปใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างรอเข้าการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
 เสนอร่างพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพื่อเป็นการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ส่วนของมาตรฐานระยะเวลา ให้เป็นระดับพระราชบัญญัติ
 การพิจารณากำหนดคำนิยาม ‘คดีพาณิชย์’ ซึ่งต้องแยกออกจากคดีแพ่งทั่วไป และคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน
 การเสนอร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่..) พ.ศ. … เพื่อปรับปรุงความสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และการนำ UNCITRAL Model Law มาบังคับใช้

แผนการดำเนินงานระยะกลาง-ระยะยาว ข้อเสนอและแผนการดำเนินการต่อเนื่อง
 การศึกษาเรื่องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกชน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบบในภาพรวม
 การกำจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกฎหมายลำดับรองเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้

ทั้งนี้การดำเนินการภายใต้แผนงานที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้นจะต้องเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติดังที่ได้กำหนดไว้ในพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกฯ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ทบทวนความเหมาะสมฯ พ.ศ. 2558

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.